หน้าเว็บ

9/2/55

ชาวเอสกิโม

ชาวเอสกิโมชอบให้เรียกพวกเขาว่า “Inuit” (ฮีนูอิธ) มากกว่า เพราะคำว่า “เอสกิโม” มีความหมายว่า “คนกินเนื้อดิบ” แต่คนทั่วไปก็ยังคุ้นกับคำว่า “เอสกิโม” มากกว่า มีชาวเอสกิโมกระจายเป็นกลุ่มในแคนาดา ราว1 แสนคน

ชาวเอสกิโมมักตั้งถิ่นฐานโดยอยู่อาศัยกันเป็นกลุ่มโอกาสในการดำรงชีพขึ้นอยู่กับการตั้งถิ่นฐาน   ในกรีนแลนด์ชาวเอสกิโมจะสร้างบ้านจากหิน  ซึ่งมีความคงทน  แข็งแรง 

ในอลาสก้า  บริเวณชายฝั่งอ่าวไซบีเรียนชาวเอสกิโมจะสร้างบ้านด้วยไม้   ไม่พบการตั้งถิ่นฐานในชุมชนในตอนกลางของทวีป  แต่อาจมีการกลับไปยังบริเวณเดิมที่มีการตั้งถิ่นฐานหลังจากนั้น  เพราะเป็นบริเวณที่สามารถตกปลาและล่าสัตว์ได้ดี

ในฤดูหนาวชาวเอสกิโมมักรวมตัวอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ   ส่วนในฤดูร้อนก็จะรวมตัวกันน้อยลง กล่าวคือ  (แยกกันอยู่เป็นครอบครัว)  ชาวเอสกิโมจะไม่อาศัยอยู่บริเวณหมู่บ้านซึ่งเป็นที่พักอาศัยถาวร  แต่จะอาศัยอยู่ในเต้นท์หนังสัตว์ในบริเวณที่สามารถตกปลา  ล่าสัตว์  เก็บพืช  นก ไข่  ได้มากที่สุด   เพื่อสะสมอาหารไว้รับประทานในฤดูหนาว

ในฤดูหนาวชาวเอสกิโมจะสร้าง  Igloo  ซึ่ง  เป็นที่พักอาศัยที่สร้างจากก้นน้ำแข็ง

 ขั้นตอนการสร้าง Igloo ของชาวเอสกิโม

 1. หาพื้นที่ที่เหมาะสม โดยบริเวณที่จะสร้าง ต้องมีพื้นน้ำแข็งที่หนาเพียงพอที่จะขุดได้ จากนั้น ใช้ไม้ขีดร่าง    ให้เป็นวงกลม เพื่อใช้เป็นฐานของโดม
 2. เตรียมก้อนน้ำแข็ง โดยเลื่อยออกมาเป็นแผ่นๆ ให้มีความหนาประมาณ 15- 30 เซนติเมตร แล้วเรียงน้ำแข็งก้อนใหญ่ให้อยู่เป็นฐานของโดม ก้อนเล็กก็เรียงขึ้นไปบนยอด
 3. จากนั้นก็นำก้อนน้ำแข็งมาเรียงเป็นฐานโดมให้รอบ แล้วก็เรียงสลับกันไปเรื่อยๆ ให้เป็นลักษณะเกลียวเพราะจะทำให้สร้างง่ายขึ้น รอยแตกระหว่างก้อนน้ำแข็งสามารถกลับมาซ่อมที่หลังได้ เราต้องเตรียมทางเข้าไว้ โดยขุดทางเข้าให้ต่ำกว่ายอดหลังคาของอิกลู เพื่อที่ จะสามารถยืนได้ที่เวลาเราเข้าไปอยู่ด้านใน จากนั้น ก็เรียงก้อนน้ำแข็งขึ้นไปเรื่อยๆ ก้อนน้ำแข็งมันจะติดกันเอง เมื่อสร้างใกล้เสร็จ ก็ถึงวิธีการปิดยอดโดม ขึ้นตอนนี้ต้องใช้คน 2 คน ช่วยกันระหว่างด้านนอกและด้านใน
4. เมื่ออิกลู สร้างสมบูรณ์ก็ถึงขึ้นตอนการซ่อมแซมรอยแตก โดยจะปิดรอยแตกระหว่างก้อนน้ำแข็งด้วยหิมะ ถ้ารอยแตกใดมีขนาดใหญ่ ก็จะปิดทับด้วยก้อนน้ำแข็งอีกที เวลานี้ เราก็มีอิกลูที่เสร็จสมบูรณ์

บ้านหิมะของชาวเอสกิโม  เรียกว่า  อิกลุก
IGLOO / IGLUQ


ชาวเอสกิโม หรือ อเมรินเดียน
ชาวผิวเหลือง หรือ กลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของทวีป ได้แก่มลรัฐอะแลสก้า 
ประเทศสหรัฐอเมริกา และทางตอนเหนือของประเทศแคนาดา

By My Tangmo
11:26 P.M.
9/2/2012

• Hawaii

• ชาวฮาวาย

Tumblr_ll1o2tsbhe1qzleu4o1_500_large
ฮาวายเป็น รัฐที่ 50 ของสหรัฐอเมริกา และเป็นรัฐเดียวที่อยู่นอกทวีปอเมริกาเหนือ ห่างจากแคลิฟอร์เนียราว 3,850 กิโลเมตร

หมู่เกาะฮาวายประกอบด้วย เกาะน้อยใหญ่ ทอดยาวไม่ต่ำกว่า 2,000 ไมล์ในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่มีเกาะใหญ่จริงๆ เพียง 8 เกาะเท่านั้น โดยมี เกาะฮาวาย เป็นเกาะใหญ่ที่สุด
พระราชวังไอโอลานี เป็นพระราชวังเพียงแห่งเดียวของสหรัฐอเมริกา (บนซ้าย) ผู้ปกครองฮาวายองค์สุดท้ายเป็นราชินี ถูกโค่นบัลลังก์ในปี 1893

1108_fit588x588

 ภูเขาไฟคิเลาเอีย บนเกาะฮาวายได้ปะทุพ่นลาวาอย่างต่อเนื่องมากว่า 20 ปีแล้ว (ซ้าย) ธารลาวาร้อนๆ จึงกลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง
เต่าทะเลฮาวาย และ แมวน้ำฮาวาย เป็นสัตว์หายากที่พบเฉพาะที่นี่เท่านั้น
ระบำฮูล่า เป็นการแสดงลีลาร่ายรำและร้องเพลงเพื่อเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตและประวัติความเป็นมาของชาวฮาวาย (ซ้าย)
ดาราฮอลลีวูด คีนู รีฟ (บนขวา) เป็นลูกครึ่งฮาวาย ชื่อ คีนู ในภาษาฮาวายหมายถึง "สายลมเย็น"
คำศัพท์ที่คุ้นหูใน ภาษาฮาวาย ได้แก่ อะโลฮา หมายถึง สวัสดี ลาก่อน หรือรักก็ได้ ฉายาของฮาวายจึงเป็น "อะโลฮา สเตท"




5/2/55

ชาวอินเดียนแดง

            ดินแดนแผ่นดินอเมริกาที่ชาวโลกรู้กันว่า “โคลัมบัส” เป็นผู้ค้นพบ (จนมีวันโคลัมบัส Columbus Day-จันทร์ที่สองของเดือนตุลาคม Second Monday of October) นั้น จริงๆ แล้วมีคนพื้นเมืองอาศัยอยู่มาก่อน (ก่อนจะถูกคนขาวรุกราน) คนพื้นเมืองที่ถูกเรียกว่า Red Indian – อินเดียนแดง (เพราะคนค้นพบนึกว่าเดินทางมาถึงประเทศอินเดีย เห็นคนผิวแดงคล้ำเลยเรียกตามนั้น) แต่ที่จะให้ถูกต้องนั้น ควรจะเรียกเจ้าของดินแดน ว่า Native American หรือชนพื้นเมืองค่ะ แต่การเรียกให้ถูกชื่อของเผ่าพันธุ์คนพื้นเมืองที่นี่นั้น ก็ยากมากสำหรับคนทั่วไป เพราะเผ่าอินเดียนแดงนั้นมีหลายร้อยเกือบพันเผ่าค่ะ ที่ดังๆ พอเคยได้ยินชื่อก็เช่น Navajo – นาวาโฮ ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดขณะนี้ Apache – อาแพทเช่ ซึ่ง “แป” เคยมีเพื่อนร่วมหอมาจากเผ่านี้คะ หรือCherokee – เชอโรคี เผ่าที่ให้ภาพลักษณ์นักรบกับ “แป”  แม้โครงหน้าของคนพื้นเมืองอเมริกาจะคล้ายกัน ละม้ายคล้ายคนเอเชียน แต่หน้ากว้างและกร้านกว่า ผิวคล้ำออกดำแดง ผมยาวดำสวย แม้แต่ผู้ชายไว้ผมยาวก็ยังเท่ได้ ตัวสูงและแน่นกว่าคนเอเชียน แต่ทว่า แต่ละเผ่าแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป มีขนบธรรมเนียม ประเพณี การแต่งตัว และภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์ ขนาดต้องใช้เวลาศึกษากันทั้งชีวิตเชียวค่ะ  คนพื้นเมืองชาวอินเดียนแดงเคยถูกขับไล่จากแดนที่เขาอยู่ โดนไล่ต้อนมาทางฝั่งตะวันตกซึ่งกันดาร ถูกขังในเขตกักกันที่เรียกว่า Reservation (คำว่า reservation มีอีกความหมายที่ใช้กันทั่วไป แปลว่า จองล่วงหน้า เลยมีปัญหาเชาว์ถามว่า ทำไมคนพื้นเมืองอินเดียนแดงมาถึงและอยู่อเมริกาก่อนคนอื่นๆ ก็เพราะพวกเขา have a reservation นะสิ ..เล่าให้หายเครียดลงนิดนะคะ)  ภายหลังรัฐจึงประกาศให้เป็นที่ดินของเผ่านั้นๆ แต่คนพื้นเมืองนั้นแสลงหูกับคำว่า reservation นี้มาก ตอกย้ำถึงความปวดร้าวและขมขื่น จึงมักจะเรียกดินแดนของตนว่า Nation เช่น ของเผ่านาวาโฮ ก็เรียกว่า Navajo Nation คะ มีกฎหมายและการปกครองเป็นของตนเอง ไม่ขึ้นกับรัฐบาล ดังนั้นหลายแห่งจึงสร้าง ” บ่อน- Casino” เพราะกฎหมายกลางที่ห้ามสร้างแหล่งการพนัน เข้าไม่ถึงนะคะ คนพื้นเมืองเจ้าของประเทศยังน่าสงสาร ไม่ต่างกับเมื่อตอนถูกไล่ล่าฆ่าตายจากคนมาใหม่ ทุกวันนี้รายได้เฉลี่ยก็น้อยกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ หรือแม้แต่ผู้อพยพมาจากต่างแดน เช่น ชาวอเมริกาใต้ หรือชาวเอเชียน การศึกษาก็ไม่สูงนัก จำนวนคนจบปริญญาเอกนับได้ครบไม่ยากเลย การรักษาพยาบาลก็ไม่เจริญ หมอเก่งๆ ก็ไม่อยากเข้าไปอยู่ใน reservation งบประมาณจากรัฐที่เจียดให้เพื่อพัฒนาก็ (ลือกันว่า) น้อยกว่าที่ให้นักโทษในคุกเสียอีก วรรณกรรมงานเขียนหลายเล่มหลายเรื่องเกี่ยวกับคนพื้นเมือง จึงสะท้อนถึงความพ่ายแพ้เป็นเบี้ยล่าง ต่อความโลภของคนในสมัยก่อน ต่อความเจริญทางวัตถุและความไม่เท่าเทียมกันในสมัยนี้ เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่ “แป” ชอบ This is what it means to say Phoenix, AZ มีวลีที่ว่า “คนพื้นเมืองมีสิ่งที่มีร่วมและแบ่งปันกัน คือ ความฝันที่แตกสลายกับขวดเหล้า broken dreams and bottles”   แม้ชีวิตจะร้าวรานในอดีต และอนาคตก็ดูจะไม่สว่างไสวเท่าไรนัก แต่คนพื้นเมืองที่นี่ก็ใช้ชีวิตอย่าง (พยายามให้) มีความสุขได้ค่ะ ความเป็นศิลปินในสายเลือด ทำให้พวกเขาสร้างสรรค์งานศิลปะ เช่น พรมทอมือจากขนแกะของเผ่านาวาโฮ (Navajo area rug) ตุ๊กตาไม้แกะสลักของเผ่าโฮปิ (Hopi doll) รวมไปถึง หม้อปั้นดินเผา ตะกร้าสาน เครื่องประดับหินเทอคอล ของคนเผ่าต่างๆ ก็ทำได้อย่างสวยงาม ควรคู่เป็นสมบัติโลก เป็นของสะสมของเศรษฐีทุกประเทศ




2/2/55

ชาติพันธุ์


ความหมายของชาติพันธุ์

คำว่า "ชาติพันธุ์" และ "ชาติพันธุ์วิทยา" เป็นคำใหม่ในภาษาไทย การทำความเข้าใจเรื่องชาติพันธุ์ จำเป็นจะต้องพิจารณา เปรียบเทียบกับเรื่องเชื้อชาติ และสัญชาติ อาจเปรียบเทียบเชื้อชาติ สัญชาติ และชาติพันธุ์ได้ดังนี้
เชื้อชาติ (race)
คือ ลักษณะทางชีวภาพของคน ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากลักษณะรูปพรรณ สีผิว เส้นผม และตา การแบ่งกลุ่ม เชื้อชาติ (racial group) มักแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ นิกรอยด์ (Negroid) มองโกลอยด์ (Mongoloid) และคอเคซอยด์ (Caucasoid) ในตอนหลังได้เพิ่มออสตราลอยด์ (Australoid) โพลินีเชียน (Polynesian) ฯลฯ อีกด้วย
การแบ่งแยกกลุ่มคนตามลักษณะทางชีวภาพนี้ มีความสำคัญในสังคมที่สมาชิกในสังคมมาจากบรรพบุรุษที่ต่างกัน และมีสีผิว และรูปพรรณสัณฐาน ที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น ความแตกต่างระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำ ในสังคมที่มีกลุ่มคนที่มีลักษณะทางชีวภาพต่างกันและประวัติความเป็นมาตลอดจน บทบาทในสังคมต่างกัน ความแตกต่างทางชีวภาพอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันได้ แต่ในบางสังคม เช่น สังคมไทย ความแตกต่างทางชีวภาพไม่มีความหมายเท่าใดนัก
สัญชาติ (nationality)
คือ การเป็นสมาชิกของประเทศใดประเทศหนึ่งตามกฎหมาย โดยที่ลักษณะทางชีวภาพและวัฒนธรรมอาจแตกต่างกันได้ การเป็นสมาชิกของประเทศย่อมหมายถึงการเป็นประชาชนของประเทศนั้น ผู้ที่อพยพมาจากที่อื่น เพื่อมาตั้งถิ่นฐานสามารถโอนสัญชาติมาได้ ผู้ที่เปลี่ยนสัญชาติ คือ ผู้ที่เปลี่ยนฐานะจากการเป็นประชาชนของประเทศหนึ่ง มาเป็นประชาชนของอีกประเทศหนึ่ง
ชาติพันธุ์ (ethnicity หรือ ethnos)
คือ การมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษาพูดเดียวกัน และเชื่อว่า สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษกลุ่มเดียวกัน เช่น ไทย พม่า กะเหรี่ยง จีนลาว เป็นต้น กลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มวัฒนธรรมมีลักษณะเด่นคือ เป็นกลุ่มคนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน บรรพบุรุษในที่นี้หมายถึงบรรพบุรุษทางสายเลือด ซึ่งมีลักษณะทางชีวภาพและรูปพรรณ (เชื้อชาติ) เหมือนกัน รวมทั้งบรรพบุรุษทางวัฒนธรรมด้วย ผู้ที่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันจะมีความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด และทางวัฒนธรรมพร้อมๆ กันไปเป็นความรู้สึกผูกพันที่ช่วยเสริมสร้างอัตลักษณ์ของบุคคลและของ ชาติพันธุ์ และในขณะเดียวกันก็สามารถเร้าอารมณ์ความรู้สึกให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าผู้ที่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์นับถือศาสนาเดียวกันความรู้สึกผูกพันนี้อาจ เรียกว่า "สำนึก" ทางชาติพันธุ์ หรือชาติลักษณ์ (ethnic identity)
พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาให้ความหมาย ชาติพันธุ์ (ethnos) ว่าหมายถึง "กลุ่มที่มีพันธะเกี่ยวข้องกัน และที่แสดงเอกลักษณ์ออกมา โดยการผูกพันลักษณาการของเชื้อชาติ และสัญชาติ เข้าด้วยกัน... ถ้าจะใช้ให้ถูกต้องจะมีความหมาย เฉพาะใช้กับกลุ่มที่มีพันธะทางเชื้อชาติและทาง วัฒนธรรม ประสานกันเข้าจนสมาชิกของกลุ่มเอง ไม่รู้สึกถึงพันธะของทั้งสองนี้ และคนภายนอก ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ จะไม่แลเห็นถึงความแตกต่างกัน" และพจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาให้ความหมาย ชาติพันธุ์วิทยา (ethnology) ว่า หมายถึง "การพินิจศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมปัจจุบัน หรือวัฒนธรรมเดิม ที่สูญหายไปของกลุ่มมนุษยชาติทั้งหลายในโลก ชาติพันธุ์วิทยาอาจหมายถึง มานุษยวิทยาวัฒนธรรมก็ได้"
การมองว่ากลุ่มชาติพันธุ์คือ กลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมร่วมกันนั้น อธิบายได้ว่า ในระยะแรกมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ มีลักษณะคล้ายครอบครัวขนาดใหญ่ เมื่อคนกลุ่มเล็กอาศัยอยู่ด้วยกัน ก็สามารถเข้าใจกัน และประพฤติปฏิบัติต่อกันได้ โดยไม่มีความขัดแย้งเท่าใดนัก เมื่อ สังคมมีขนาดใหญ่ขึ้น มีคนหลายครอบครัวอาศัย อยู่ในบริเวณเดียวกัน การดำเนินวิถีชีวิตอาจ แตกต่างกันบ้าง ความคิดอาจไม่สอดคล้องกัน และปัญหาเรื่องความขัดแย้งก็คงจะตามมา ฉะนั้นเมื่อสังคมมีขนาดใหญ่ขึ้นก็จำเป็นต้องมี ระบบระเบียบมากขึ้นต้องมีการตกลงกันว่าอะไร ควรทำอะไรไม่ควรทำ ข้อตกลงเกี่ยวกับวิถีชีวิต การประพฤติปฏิบัติ และความคิดความเชื่อ จึงเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ และเรียกรวมๆ ว่า "วัฒนธรรม" กลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมร่วมกันเรียกว่า เป็นคนชาติพันธุ์เดียวกัน
วัฒนธรรม คือ ระบบสัญลักษณ์ ซึ่งสมาชิกของสังคมตกลงกันว่า จะใช้ร่วมกัน ผู้ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันคือ คนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน มีวัฒนธรรมร่วมกัน และสืบทอดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน การสืบทอดวัฒนธรรมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ในกระบวนการเรียนรู้ ที่พ่อแม่ อบรมสั่งสอนลูก ทำให้เกิดการสืบทอดชาติพันธุ์ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และสังคม จึงเป็นความสัมพันธ์ ที่แยกออกจากกันยาก และเนื่องจากการสืบทอดทางวัฒนธรรม และชาติพันธุ์ เป็นการสืบทอดทางชีวภาพ หรือทางสายเลือด ด้วยความแตกต่างระหว่าง ปัจจัยทางวัฒนธรรม และปัจจัยทางชีวภาพ จึงแยกออกจากกันยาก และทำให้คนทั่วไปไม่คำนึงถึงข้อ แตกต่างนี้ นอกจากนี้ เนื่องจากกลุ่มทางชีวภาพ หรือกลุ่มเชื้อชาติครอบคลุมหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ความไม่ชัดเจนจึงอาจเกิดขึ้นได้
บางครั้งคนไทยใช้คำว่า เชื้อชาติ ในภาษาพูดทั่วๆ ไป ในความหมายของกลุ่มชาติพันธุ์ว่า คือ กลุ่มคนที่มีจุดกำเนิดของบรรพบุรุษร่วมกัน มีขนบธรรมเนียมประเพณีเดียวกัน และพูดภาษาเดียวกัน ตลอดจนมีความรู้สึกในเผ่าพันธุ์เดียวกัน ตัวอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ คือ กลุ่มคนจีน กลุ่มคนไทย กลุ่มคนพม่า กลุ่มคนลาว กลุ่มคนเขมร กลุ่มคนกะเหรี่ยง กลุ่มคนอินเดีย กลุ่มคนม้ง ปัจจัยสำคัญ ในการจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์คือ ความสำนึกของคนในกลุ่มนั้นว่า มีชาติพันธุ์ใด ปัจจัยทางด้านภาษาอย่างเดียว ไม่สามารถกำหนดชาติพันธุ์ได้ ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดที่สำคัญกว่า ทั้งนี้ เพราะคนจีน หรือคนอินเดีย หรือคนกะเหรี่ยง มี จิตสำนึกในความเป็นคนจีน หรือความเป็นคน อินเดีย หรือความเป็นคนกะเหรี่ยง โดยคนทั้ง ๓ กลุ่มนี้ต่างรวมกันโดยเชื้อชาติ สัญชาติ และ ชาติพันธุ์ แล้วก็มีภาษาพูดหลายภาษา คนจีนที่พูดภาษาไหหลำ กวางตุ้ง และฮกเกี้ยน ต่างก็เรียกตัวเองว่า เป็นคนจีน คนอินเดียที่พูดภาษา ฮินดี เบงกาลี และทมิฬ ต่างก็เรียกตัวเองว่า เป็นคนอินเดีย และคนกะเหรี่ยงไม่ว่าจะเป็นเผ่า โปว์หรือเผ่าสะกอ ต่างก็เรียกตัวเองว่าเป็นคน กะเหรี่ยง ฉะนั้น การจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์จึงขึ้น อยู่กับความสำนึกของตัวเองว่าเป็นคนกลุ่มใด
นอกจากนี้ คนบางคนยังไม่อาจจะยึดในกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ตลอดไป เมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ก็มีความสำนึกอย่างหนึ่ง เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ก็มีความสำนึกอีกอย่างหนึ่ง เช่น คนจีนที่เกิดในประเทศไทย และเรียน ที่โรงเรียนคนไทย เมื่ออยู่ในหมู่เพื่อนที่โรงเรียน ก็มักจะมองว่าตัวเองเป็นคนไทย แต่เมื่อกลับบ้าน ไปอยู่ในหมู่ญาติพี่น้อง ซึ่งพูดภาษาจีน ก็จะมองว่า ตัวเองเป็นคนจีน ชาวเขาเผ่าต่างๆ ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เขาอาจจะมองว่า ตัวเองเป็นชาวเขา หรือ "คนเมือง" (คนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่พื้นราบในภาคเหนือ) หรือคนไทยก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม คนเชื้อสายกุยใน ประเทศไทยอาจจะเป็นคนกุย คนอีสาน หรือ คนไทยก็ได้เช่นเดียวกัน
การที่คนๆ เดียวมีความรู้สึกว่า เป็นสมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด และไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือถูก แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความสำนึกในเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ และไม่ถาวร เมื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีความสำนึกในกลุ่มชาติพันธุ์อย่างชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง คนกลุ่มนั้นก็มักจะ เป็นคนที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และสัญชาติ สอดคล้องกัน


ความแตกต่างทางเชื้อชาติ


งานบวช เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

ความแตกต่างทางเชื้อชาติ
งานบวช เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

กลุ่มคนที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีเดียวกัน จะมีความรู้สึกผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

กลุ่มคนที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีเดียวกัน จะมีความรู้สึกผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน